l หน้าแรก l ติดต่อเรา l เว็บเพื่อนบ้าน l
แหล่งรวมข้อมูล เรียนต่อ ออสเตรเลีย ศึกษาต่อ ประเทศออสเตรเลีย - EducatePark.com
Promotion for Australia
l ประเทศออสเตรเลีย l ประเทศอังกฤษ l ประเทศจีน l หลักสูตรการศึกษา l เรียนภาษา l เกร็ดความรู้ l ตั๋วเครื่องบิน l ข่าวสาร l เวปบอร์ด l สมัครงาน l เกมส์ l ติดต่อธุรกิจ
เรียนภาษาที่สิงคโปร์
หางาน สมัครงาน คิดถึงเรา ejobcorner.com
จดโดเมน 350 บาท ฟรีทันที โฮสติ้ง 5 MB siamdatanet.com
ฟังเพลง เพลงเก่า b4ninety.com
::

สัพเพเหระ

  • เรื่องน่ารู้  
  • เฮฮาออสซี่กับพี่หัวโต 
  • :: Powered by Google ::

    www educatepark
     
    จดโดเมน เพียง 270 บาท
    สิงห์บุรี
    ถิ่นวีรชนคนกล้า คู่หล้าพระนอน นามกระฉ่อนปลาแม่ลา ย่านการค้าภาคกลาง
     
     

    ประวัติความเป็นมา


    สิงห์บุรี เมืองอันยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของชนชาติไทยด้วยเรื่องราววีรกรรมการสู้รบของชาวบ้านบางระจัน ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ห่างจากกรุงเทพ ฯ ประมาณ ๑๔๒ กิโลเมตร มีเนื้อที่ประมาณ ๘๔๑ ตารางกิโลเมตร ตัวเมืองตั้งอยู่ด้านทิศตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่ม มีแม่น้ำสามสายไหลผ่านคือ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำน้อย แม่น้ำลพบุรี สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเล่าถึงเมืองสิงห์ไว้ว่า “เมืองสิงห์บุรีเป็นเมืองใหญ่และเก่ามาก มีป้อมปราการ วัง วัดมหาธาตุและของสำคัญคือ พระนอนจักรสีห์ใหญ่กว่าพระนอนองค์อื่น ๆ ในเมืองไทย ทำเป็นแบบพระนอนอินเดียเหมือนเช่นที่ถ้ำเมืองยะลา เมืองสิงห์บุรีเรียกชื่อต่างกันดังนี้คือ เมืองสิงหราชาธิราช เมืองสิงหราชา เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ริมน้ำจักรสีห์อันเป็นลำน้ำใหญ่ห่างจากแม่น้ำเจ้าพระยา ๒๐๐ เส้น เพราะแม่น้ำจักรสีห์ตื้นเขิน เมืองสิงห์จึงกลายเป็นเมืองลี้ลับ” เมืองสิงห์บุรีตั้งขึ้นเป็นจังหวัดสิงห์บุรีเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๘ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ปัจจุบัน

    แบ่งการปกครองออกเป็น ๖ อำเภอ คือ อำเภอเมือง อำเภออินทร์บุรี อำเภอบางระจัน อำเภอค่ายบางระจัน อำเภอพรหมบุรี และอำเภอท่าช้าง
    เสน่ห์ของเมืองสิงห์บุรี คือ การตั้งชื่อถนนในเมืองเป็นชื่อวีรชนบ้านบางระจัน เช่น ถนนนายแท่น ถนนนายดอก ถนนนายอิน ถนนนายเมือง ถนนขุนสรรค์ เป็นต้น และนอกจากนี้จังหวัดสิงห์บุรียังเป็นเมืองที่มีวัดมากมายทั้งเก่าและใหม่ต่างยุคกัน

    อาณาเขต

    ทิศเหนือ ติดต่อจังหวัดชัยนาท และจังหวัดนครสวรรค์
    ทิศใต้ ติดต่อจังหวัดอ่างทอง
    ทิศตะวันออก ติดต่อจังหวัดลพบุรี
    ทิศตะวันตก ติดต่อจังหวัดชัยนาท และจังหวัดสุพรรณบุรี

     
     
     
     
     

    การเดินทาง

     
     
    แผนที่จังหวัดสิงห์บุรี
     

    รถยนต์ จากกรุงเทพ ฯ สามารถไปได้ 3 เส้นทาง คือ

    1. เส้นทางแรก ไปตามทางหลวงหมายเลข 1 ถนนพหลโยธิน พอถึงกิโลเมตรที่ 52 ให้แยกเข้าทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 32 ถนนสายเอเชีย ผ่านอำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แยกเข้าทางหลวงหมายเลข 309 ผ่านจังหวัดอ่างทองไปจนถึงตัวเมืองจังหวัดสิงห์บุรี ระยะทางประมาณ 135 กิโลเมตร
    2. เส้นทางที่ 2 ไปตามทางหลวงหมายเลข 1 ถนนพหลโยธิน ผ่านอำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผ่านไปอำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี ผ่านจังหวัดลพบุรี และจากจังหวัดลพบุรี ใช้ทางหลวงหมายเลข 311 อำเภอท่าวุ้ง เข้าสู่จังหวัดสิงห์บุรี ระยะทางประมาณ 179 กิโลเมตร

    รถโดยสารประจำทาง บริษัท ขนส่ง จำกัด ถนนกำแพงเพชร 2 มีรถโดยสารประจำทางทั้งรถธรรมดา และรถโดยสารปรับอากาศ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 2936 2852–66 หรือเว็บไซต์ www.transport.co.th และยังมีรถโดยสารประจำทางของบริษัทเอกชน เปิดบริการทุกวัน

    อัตราค่าโดยสาร เส้นทาง กรุงเทพ – สิงห์บุรี บริษัทเดินรถ ส.วิริยะทรานสปอร์ต ค่าโดยสาร 95 บาท

    ระยะทางจากอำเภอเมืองไปอำเภอต่าง ๆ
    • อำเภอบางระจัน ๑๐ กิโลเมตร
    • อำเภอค่ายบางระจัน ๑๖ กิโลเมตร
    • อำเภอพรหมบุรี ๑๖ กิโลเมตร
    • อำเภออินทร์บุรี ๑๗ กิโลเมตร
    • อำเภอท่าช้าง ๑๘ กิโลเมตร
    ระยะทางจากจังหวัดสิงห์บุรีไปจังหวัดใกล้เคียง
    • จังหวัดลพบุรี ๓๓ กิโลเมตร
    • จังหวัดอ่างทอง ๔๐ กิโลเมตร
    • จังหวัดชัยนาท ๕๓ กิโลเมตร
    • จังหวัดนครสวรรค์ ๑๐๑ กิโลเมตร
     
     
     
     

    ร้านอาหาร

     
     

    อำเภอเมือง

     
    กำไลน่องไก่ ๙๔๙/๑ ถ.นายดอก ต.บางพุทรา โทร. ๐ ๓๖๕๑ ๒๕๑๗ (ก๋วยเตี๋ยวไก่-ลูกชิ้นปลากราย เปิดทุกวัน ๐๙.๐๐-๑๖.๐๐ น)
    เจริญทิพย์ ๑๕๓/๑๒-๑๓ ถ.นายแท่น ต.บางมัญ โทร. ๐ ๓๖๕๒ ๑๐๙๙, ๐ ๓๖๕๑ ๒๕๓๙ (ปูนิ่มทอดลาดสะตอ ปลาม้าทอดพริกไทยดำ เปิดทุกวัน ๐๙.๐๐-๒๑.๐๐ น.)
    ต่อก๋วยเตี๋ยวเป็ด ๙๕๐/๙ ถ.นายดอก ต.บางพุทรา
    น้ำผึ้งชวนชิม ๒๓๐ ม.๑ ถ.สายเอเชีย กม.ที่ ๑๓๘ ต.บางมัญ โทร. ๐๘ ๙๕๓๔ ๙๑๕๓ (อาหารตามสั่ง ข้าวหมูแดง ข้าวขาหมู เปิดทุกวัน ๐๙.๐๐-๑๙.๐๐ น.)
    น้อยสารคาม ๒๑๙ ถ.วิไลจิตต์ ต.บางพุทรา โทร. ๐ ๓๖๕๓ ๐๔๐๑ (แกงอ่อม ปลาช่อนเผาเกลือ ส้มตำหอยดอง เปิดทุกวัน ๑๐.๐๐-๑๙.๐๐ น.)
    ไพบูลย์ไก่ย่าง ๕๕/๕ ม.๑ ถ. นครสวรรค์-สิงห์บุรี (สายเอเชีย) ต.บางมัญ โทร. ๐ ๓๖๕๑ ๒๑๓๒ (ส้มตำปลาช่อน-แมงดา แกงขั้วหอยขม ปูหลน เปิดทุกวัน เวลา ๐๙.๓๐-๒๑.๓๐ น.)
    แม่ลาปลาเผา ๙๙ ม.๗ ถ.สิงห์บุรี-ชัยนาท (สายเอเชีย) ต.บางมัญ โทร. ๐ ๓๖๕๑ ๒๔๓๑, ๐ ๓๖๕๒ ๑๔๔๑ (ปูหลน ปลาช่อนแดดเดียว ห่อหมกปลาช่อน แกงคั่วหอยขม เปิดทุกวัน ๐๘.๓๐-๒๒.๐๐ น.)
    รุ่ง ๔๘๐–๔๘๑ ถ.วิไลจิตต์ ต.บางพุทรา โทร. ๐ ๓๖๕๒ ๐๘๘๗ (ลาบปลาช่อน ปลาเนื้ออ่อนทอด เปิดทุกวัน ๐๗.๐๐-๒๓.๐๐ น.)
    รำพึง ๑๕๒ อยู่เลยโรงพยาบาลสิงห์บุรี ถ.ขุนสรรค์ ต.บางพุทรา โทร. ๐ ๓๖๕๒ ๐๗๕๗ (ปลาช่อนผัดพริกไทยดำ ต้มยำปลาม้า-ปลาช่อน เปิดทุกวัน เวลา ๑๒.๐๐-๒๑.๓๐ น.)
    เล็กเลือดหมู ถ.สายเอเชีย กม.ที่ ๑๔๑ (ขวามือก่อนถึงสะพานต่างระดับแยกเข้าศาลากลางจังหวัดสิงห์บุรี)
    ลมโชยสเต็กเฮ้าส์ ๙๔๙/๑๗-๑๘ ถ.นายดอก ต.บางพุทรา โทร.๐ ๓๖๕๒ ๐๓๙๗
    ลุงเจิดปลาเผา ถ.สายเอเชีย ต.บางมัญ กม.ที่ ๑๓๘ โทร. ๐ ๓๖๕๑ ๑๗๔๐, ๐๘ ๑๘๕๒ ๗๒๑๓ (แกงคั่วหอยขม แกงป่า เปิดทุกวัน ๑๐.๐๐-๒๑.๐๐ น.)
    สเต๊กข้าวมันไก่ ๙๔๙/๑๗-๑๘ ถ.นายดอก ต.บางพุทรา โทร. ๐ ๓๖๕๒ ๐๓๙๗
    อาทิตย์โภชนา ๙๔๙ ถ.วิไลจิตต์ ต.บางพุทรา โทร. ๐ ๓๖๕๑ ๒๕๑๗ (ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลากราย ก๋วยเตี่ยว น่องไก่ เปิดทุกวัน เวลา ๐๙.๐๐-๒๑.๐๐ น.)
    โอ เค เป็ดตุ๋น ๙๕๐/๙๗–๙๘ ถ.นายดอก ต.บางพุทรา โทร. ๐ ๓๖๕๒ ๑๔๒๔
    อู๊ดนมสด ๔๙/๒๗-๒๘ ถ.นายดอก ต.บางพุทรา โทร. ๐ ๓๖๕๑ ๑๘๖๙ (ขนมปัง ชา-กาแฟ โจ๊กหมู-ปลา ข้าวต้มปลาแม่ลา เกาเหลาเลือดหมู เปิดทุกวัน เวลา ๐๖.๐๐-๐๙.๓๐ น.)
     

    อำเภอพรหมบุรี

     
    ทองชุบ ๓๘/๒ ถ.สายเอเชีย ต.บ้านหม้อ โทร. ๐ ๓๖๕๙ ๙๒๕๖ (ปลาคังลวก-จิ้ม ปลา-กุ้งแม่น้ำต้มยำ เปิดทุกวัน เวลา ๐๙.๓๐-๒๐.๐๐ น.)
    แพลุงเช้า ๑๘ ม.๖ ต.บ้านหม้อ โทร. ๐ ๓๖๕๓ ๗๑๖๒ (กุ้งแม่น้ำเผา-ต้มยำ ปลาม้าต้มยำ เปิดทุกวัน เวลา ๐๙.๐๐-๒๑.๐๐ น.)
    รุ่งอรุณ รีสอร์ท ๑๓๙ ม.๓ ถ.สิงห์บุรี-อ่างทอง (สายเก่า) ต.โรงช้าง โทร. ๐ ๓๖๕๙ ๙๑๑๑, ๐ ๓๖๕๓ ๗๘๙๗ (อาหารตามสั่ง สะเดาจิ้มน้ำปลาหวาน ขาหมูกรอบ)
     
     
     
     

    ร้านจำหน่ายสินค้าพื้นเมืองและของที่ระลึก

     
     

    อำเภอเมือง

     
    กลุ่มสตรีบ้านบางมัญ ๗๖ ม.๖ ต.ต้นโพธิ์ โทร. ๐ ๓๖๕๑ ๑๐๗๖, ๐ ๓๖๕๓ ๙๔๘๓ (แชมพู-ครีมนวดผมสมุนไพร)
    เกษราเบเกอรี่ สาขา ๑ ๖๖๑/๑๐-๑๑ ถ.นายจันหนวดเขี้ยว ตรงข้ามวิทยาลัยอาชีวศึกษาสิงห์บุรี โทร. ๐ ๓๖๕๑ ๒๑๙๗ (เค้กปลา ขนมเปี๊ยะปลา ทอดมันปลา ไอศกรีมปลา ปลาช่อนเผา-ทุบ เปิดทุกวัน เวลา ๐๗.๐๐-๒๐.๐๐ น.)
    เกษราเบเกอรี่ สาขา ๒ ๓๓๓ ม.๑ ถ.สายเอเชีย กม.ที่ ๑๓๓ ตรงข้ามวิทยาลัยเกษตรกรรมสิงห์บุรี โทร. ๐ ๓๖๕๑ ๒๘๗๗, ๐ ๓๖๕๑ ๘๓๓๓ (เค้กปลา ขนมเปี๊ยะปลา ทอดมันปลา ไอศกรีมปลา ปลาช่อนเผา-ทุบ เปิดทุกวัน เวลา ๐๗.๐๐-๒๑.๐๐ น.)
    ขนมเปี๊ยะโรตีนายกิมเซี้ย ๖๔๓/๒๗ ถ.นายแท่น ต.บางพุทรา โทร. ๐ ๓๖๕๓ ๐๑๓๕ (ไส้ถั่ว เปิดทุกวัน ๐๗.๐๐-๑๖.๐๐ น.)
    ซาลาเปาแม่สายใจ ๕๑๑ ถ.วิไลจิตต์ ต.บางพุทรา โทร. ๐ ๓๖๕๑ ๑๖๗๒ (ขนมเปี๊ยะไส้ถั่ว-เค็ม ไส้ถั่วดำ ไส้หมู-ปลา ข้าวเกรียบปลา ปลาทุบ เปิดทุกวัน ๐๗.๐๐-๒๐.๐๐ น.)
    น้ำพริกปทุมทิพย์ ๙๔/๓๐ ต.ม่วงหมู่ โทร. ๐ ๓๖๕๑ ๒๖๔๐, ๐๘ ๑๘๕๓ ๒๑๒๙ (น้ำพริกนรก น้ำพริกกุ้งเสียบ น้ำพริกตาแดง เปิดทุกวัน เวลา ๐๗.๐๐-๑๘.๐๐ น.)
    หมูทุบวัชรินทร์ ๑๔๑/๑ ถ.ธรรมโชติ โทร. ๐ ๓๖๕๑ ๒๖๔๔ (หมู-เนื้อทุบ หมู-เนื้อสวรรค์ กุนเชียง เปิดทุกวัน เวลา ๐๗.๐๐-๑๙.๐๐ น.)
     

    อำเภอพรหมบุรี

     
    ขนมเปี๊ยะแม่ศรีเมือง ๔๕๐ ม.๖ ต.อินทร์บุรี โทร. ๐ ๓๖๕๘ ๑๖๙๙ (ไส้ฟัก-ไข่ ไส้ถั่ว-ฟัก-ไข่ เปิดทุกวัน เวลา ๐๖.๐๐-๑๘.๐๐ น.)
     

    อำเภอท่าช้าง

     
    ขนมตาลกะทิสด ขนมถ้วยฟูน้ำตาลสด ๓๑๒/๒ ม.๗ ต.ถอนสมอ (อยู่เลยวัดเสมา) โทร. ๐๘ ๑๘๕๓ ๑๑๘๑, ๐๘ ๑๘๕๓ ๗๑๕๘ ร้านในอำเภอเมืองสิงห์บุรี ตั้งอยู่ที่หน้าธนาคารไทยพาณิชย์ (เก่า) ถ.พันเรือง โทร. ๐ ๓๖๕๙ ๕๓๐๘
     

    อำเภอค่ายบางระจัน

     
    กลุ่มแปรรูปผลไม้ (แม่บ้านวัดประดับ) ๒๑ ม.๑๖ ต.บางระจัน โทร. ๐๘ ๑๕๗๐ ๘๔๗๔ (มะม่วงดอง กล้วยกวน มะขามคลุกบ๊วย มะเฟือง-มะเขือเทศแช่อิ่ม มะเฟือ-มะเขือเทศอบแห้ง จำหน่ายที่ บขส. อุทยานค่ายบางระจัน อุทยานแม่ลามหาราชานุสรณ์)
     
     
     
     

    สถานที่พัก

    (ราคาห้องพักในเอกสารนี้เปลี่ยนแปลงได้ โปรดสอบถามจากโรงแรมก่อนเข้าพัก)

     
     
     

    อำเภอเมือง

     
    เจ้าพระยา การ์เดน ๑๘๔/๑๓ ถ.สิงห์บุรี-ลพบุรี ต.บางมัญ โทร. ๐ ๓๖๕๑ ๑๓๔๘, ๐ ๓๖๕๑ ๑๙๕๗ โทรสาร ๐ ๓๖๕๒ ๐๓๑๔ จำนวน ๔๐ ห้อง ราคา ๒๐๐-๖๐๐ บาท
    เจ้าพระยา โฮเต็ล ๙๕๔/๓๗ ถ.ขุนสรรค์ ต.บางพุทรา โทร. ๐ ๓๖๕๑ ๑๓๔๘, ๐ ๓๖๕๑ ๑๗๗๖, ๐ ๓๖๕๑ ๑๙๕๗ จำนวน ๑๐ ห้อง ราคา ๑๒๐-๒๕๐ บาท
    ซิตี้ โฮเต็ล ๑๕๑/๗ ถ.รอบเมือง ต.บางมัญ โทร. ๐ ๓๖๕๑ ๑๐๗๐, ๐ ๓๖๕๑ ๑๑๘๙, ๐ ๓๖๕๑ ๒๒๕๔ โทรสาร ๐ ๓๖๕๑ ๑๙๑๑ จำนวน ๔๐ ห้อง ราคา ๒๕๐-๔๕๐ บาท
    วี เอส ที ๒๔๙/๔ ถ.โพธิ์เก้าต้น ต.บางพุทรา โทร. ๐ ๓๖๕๑ ๑๗๓๒ จำนวน ๒๓ ห้อง ราคา ๑๕๐-๓๐๐ บาท
    สวีทโฮม ๒๐๑ ม.๕ ต.ม่วงหมู่ โทร. ๐ ๓๖๕๒ ๓๒๕๕, ๐ ๓๖๕๓ ๙๒๖๕ โทรสาร ๐ ๓๖๕๒ ๓๒๕๖ จำนวน ๓๕ ห้อง ราคา ๕๐๐-๗๐๐ บาท
    สิงห์บุรี พาเลส ๙๘๒/๙ ถ.วิไลจิตต์ ต.บางพุทรา โทร. ๐ ๓๖๕๒ ๐๙๐๔-๕, ๐ ๓๖๕๓ ๐๗๑๗-๘ โทรสาร ๐ ๓๖๕๒ ๐๑๕๙ จำนวน ๔๘ ห้อง ราคา ๖๔๒-๓,๐๐๐ บาท
    สิงห์บุรี โฮเต็ล ๘๘๒/๑๘ ถ.ขุนสรรค์ ต.บางพุทรา โทร. ๐ ๓๖๕๑ ๑๗๕๒, ๐ ๓๖๕๑ ๑๖๕๓ โทรสาร ๐ ๓๖๕๒ ๐๙๙๘ จำนวน ๔๘ ห้อง ราคา ๒๖๐-๖๕๐ บาท
    สันติสุข ๘๔๒-๖ ซ.สันติสุข ถ.วิไลจิตต์ โทร. ๐ ๓๖๕๑ ๑๘๓๔ จำนวน ๑๐ ห้อง ราคา ๓๐ บาท
    เอกลักษณ์ ๑๒๔ ม.๑ ต.บางมัญ จำนวน ๑๒ ห้อง ราคา ๒๐๐-๕๐๐ บาท
     

    อำเภอพรหมบุรี

     
    รุ่งอรุณ รีสอร์ท ๑๑๙/๒ ม.๓ ถ.สิงห์บุรี-อ่างทอง (สายเก่า) ต.พรหมบุรี โทร. ๐ ๓๖๕๙ ๙๑๑๑, ๐ ๓๖๕๓ ๗๘๙๗ จำนวน ๑๕ ห้อง ราคา ๕๐๐-๑,๖๐๐ บาท
    โรงแรม ๗๒ ๙/๑๕ ม.๗ ถ.วีรชน โทร. ๐ ๓๖๕๑ ๑๗๕๙, ๐ ๓๖๕๑ ๑๙๓๘ จำนวน ๑๕ ห้อง ราคา ๒๐๐-๕๐๐ บาท
     

    อำเภอค่ายบางระจัน

     
    บ้านพักค่ายบางระจันสร้างสรรค์เยาวชน อยู่ในอุทยานค่ายบางระจัน โทร. ๐ ๓๖๕๓ ๕๖๖๑-๒, ๐๘ ๙๐๘๓ ๖๕๒๘ มีบ้านพัก วีไอพี. จำนวน ๑๐ หลัง ราคา ๑,๐๐๐ บาท/๒ คน บ้านพักเยาวชน จำนวน ๑๑ หลัง ราคา ๑๕๐ บาท/คน
    โฮมสเตย์บ้านท่าข้าม (ริมแม่น้ำน้อย) ๑๐ ม.๕ โทร. ๐ ๓๖๕๓ ๕๔๗๘ แพ็กเกจทัวร์ ราคา ๓๐๐ บาท/คน (รวมอาหารใส่บาตรเช้า) มีกิจกรรมพาไปชมของโบราณ รัชกาลที่ ๕ ที่วัดท่าข้าม, ล่องเรือไปวัดพิกุลทอง ราคา ๘๐ บาท/คน, ๓,๐๐๐ บาท/๑๐ คน
     
     
     
     

    หมายเลขโทรศัพท์ที่สำคัญ

    • ประชาสัมพันธ์จังหวัด โทร. ๐ ๓๖๕๐ ๗๑๓๕
    • สำนักงานจังหวัด โทร. ๐ ๓๖๔๑ ๑๕๐๐
    • สถานีเดินรถประจำทาง โทร. ๐ ๓๖๕๑ ๑๕๔๙
    • โรงพยาบาลสิงห์บุรี โทร. ๐ ๓๖๕๑ ๑๐๖๐, ๐ ๓๖๕๒ ๑๔๔๕-๘
    • โทรสาร ๐ ๓๖๕๒ ๒๕๑๕
    • โรงพยาบาลท่าช้าง โทร. ๐ ๓๖๕๙ ๕๑๑๗, ๐ ๓๖๕๙ ๕๔๙๘
    • โรงพยาบาลพรหมบุรี โทร. ๐ ๓๖๕๙ ๙๔๘๑, ๐ ๓๖๕๓ ๗๙๘๔
    • โรงพยาบาลอินทร์บุรี โทร. ๐ ๓๖๕๘ ๑๙๙๓–๗
    • โทรสาร ๐ ๓๖๕๘ ๑๙๙๒
    • สถานีตำรวจภูธร โทร. ๐ ๓๖๕๑ ๑๒๑๓
    • ตำรวจทางหลวง โทร. ๐ ๓๖๕๑ ๑๔๑๖, ๑๑๙๓
    • สอบถามหมายเลขโทรศัพท์ โทร. ๑๑๓๓
     
     
     
     
     

    เทศกาลงานประเพณี

     
     
    งานวันวีรชนค่ายบางระจัน จัดขึ้นเป็นประจำในระหว่างวันที่ ๔-๖ กุมภาพันธ์ของทุกปี ที่บริเวณอนุสาวรีย์ วีรชนและอุทยานค่ายบางระจัน ตำบลบางระจัน อำเภอค่ายบางระจัน ประกอบไปด้วยพิธีสักการะรูปจำลองพระอาจารย์ธรรมโชติ และวางพวงมาลาสักการะอนุสาวรีย์วีรชนค่ายบางระจัน การแสดงละครประวัติศาสตร์เกี่ยวกับวีรกรรมของวีรชนค่ายบางระจัน ประกอบแสง สี เสียง การละเล่นพื้นบ้าน มหรสพ การแสดงนิทรรศการของดีเมืองสิงห์ต่าง ๆ มากมาย
    ประเพณีกำฟ้า เป็นงานบุญพื้นบ้านของชาวไทยพวนที่บ้านบางน้ำเชี่ยว และหมู่บ้านโภคาภิวัฒน์ อำเภอพรหมบุรี จัดขึ้นเพื่อเป็นการบูชาและระลึกถึงเทพยดาผู้รักษาฟากฟ้า และบันดาลให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล ถือเอาวันขึ้น ๒ ค่ำ เดือน ๓ เป็นวันสุกดิบ โดยชาวบ้านจะช่วยกันตำข้าวปุ้น (ขนมจีน) และข้าวจี่ ข้าวหลาม ไว้สำหรับทำบุญตักบาตรในวันรุ่งขึ้น พิธีจะมีในตอนเย็น เรียกกันว่า “ไปงันข้าวจี่” ชาวบ้านจะนำข้าวสารเหนียว ไข่ น้ำตาล ไปเข้ามงคลในพิธีเจริญพุทธมนต์ กลางคืนจะมีมหรสพแสดงกันเป็นที่สนุกสนาน ตกดึกจะพากันนึ่งข้าวเหนียว ทำขนม ในวันขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๓ ซึ่งเป็นวัน กำฟ้า ชาวบ้านก็จะนำไทยทานและอาหารที่เตรียมไว้ไปร่วมทำบุญที่วัด เมื่อพ้นกำฟ้า ๗ วันแล้ว จะต้องกำฟ้าอีกครึ่งวัน และนับต่อไปอีก ๕ วัน จะมีการจัดอาหารถวายพระ เสร็จแล้วนำไฟดุ้นหนึ่งไปทำพิธีเลียแล้ง โดยการนำไปลอยตามแม่น้ำ ลำคลอง ถือเป็นการบูชาและระลึกถึงเทพเจ้า เป็นอันเสร็จพิธีกำฟ้า
     
    ประเพณีตีข้าวบิณฑ์ เป็นประเพณีเก่าแก่ที่ทำกันอยู่แห่งเดียวที่หมู่บ้านจักรสีห์ อำเภอเมืองสิงห์บุรี นิยมทำในช่วงวันสงกรานต์ ระหว่างวันที่ ๑๓-๑๕ เมษายน ของทุกปี ชาวบ้านจะนัดกันทำพิธีโดยการนำข้าวเหนียวหรือข้าวเหนียวแดงมาหุงหรือนึ่งพอสุกนำมาใส่ใบตองพับเป็นรูปกรวย นำไปถวายหลวงพ่อพระนอนจักรสีห์ที่วัดพระนอนจักรสีห์ด้วยการนำพานใส่กรวยข้าวเหนียวที่เตรียมวางไว้ด้านหน้าองค์พระนอนเพื่อทำพิธีถวายข้าวเหนียว เมื่อเห็นว่าเวลาผ่านไปพอสมควรจะทำพิธีลาข้าว ทุกคนจะตรงไปที่พานข้าวของตน แบ่งข้าวเหนียวในกรวยใส่กระทง แล้วนำไปวางไว้ที่หน้าองค์พระนอนพอเป็นสังเขป จากนั้นชาวบ้านจะแยกกันนั่งเป็นวง ๆ ละ ๖-๗ คน แบ่งกันรับประทานข้าวที่เหลือ ซึ่งถือว่าเป็นข้าวบิณฑ์ของหลวงพ่อพระนอนจักรสีห์
    ประเพณีกวนข้าวทิพย์ การกวนข้าวทิพย์หรือข้าวมธุปายาสนี้มักจะจัดขึ้นที่หมู่บ้านวัดกุฎีทอง บ้านโภคาภิวัฒน์ วัดอุตมะพิชัย อำเภอพรหมบุรี วันทำพิธีกวนข้าวทิพย์มิได้กำหนดไว้เป็นที่แน่นอนมักจะทำกันในช่วงข้าวกำลังเป็นน้ำนมโดยการปลูกปะรำพิธีแล้วใช้ด้ายสายสิญจน์วนรอบปะรำพิธี นิมนต์พระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์แล้วให้หญิงสาวพรหมจารีนำเครื่องปรุงข้าวทิพย์ต่าง ๆ ที่เตรียมไว้ ๙ สิ่ง ได้แก่ ถั่ว งา นม เนย น้ำตาล มะพร้าว น้ำผึ้ง น้ำอ้อย และน้ำที่คั้นได้จากข้าวน้ำนมใส่ลงในกระทะที่ใช้ไฟสุมเพลิงจากดวงอาทิตย์ติดไฟด้วยฟืนไม้ชัยพฤกษ์ และไม้พุทรา ขณะใส่ของต่าง ๆ ลงในกระทะพระสงฆ์สวดชัยมงคลคาถา ย่ำฆ้อง ย่ำกลอง การจัดพิธีกรรมยังคงรักษารูปแบบเดิมไว้ คือ มีพราหมณ์เข้าพิธี และสาวพรหมจารีที่จะเข้าร่วมพิธี ต้องเป็นหญิงสาวที่ยังไม่มีดอกไม้ (ระดู) นุ่งขาวห่มขาว สมทานศีล ๘ เพื่อให้มีความบริสุทธิ์ทั้งกายและใจ จากนั้นจึงช่วยกันกวนข้าวทิพย์ใช้เวลากวนประมาณ ๖ ชั่วโมง เสร็จแล้วตักใส่ภาชนะเตรียมถวายพระ ในวันรุ่งขึ้น
    การแข่งเรือยาวประเพณี การแข่งขันเรือยาวจัดขึ้นเป็นประจำในช่วงเดือนกันยายนของทุกปี ที่บริเวณแม่น้ำเจ้าพระยา ริมเขื่อนหน้าศาลากลางจังหวัดหลังเก่า ซึ่งมีเรือที่มีชื่อเสียงของจังหวัดต่าง ๆ ส่งเข้าร่วมการแข่งขัน เพื่อชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นับเป็นงานประเพณีที่ตื่นเต้นสนุกสนานและเร้าใจ ตลอดจนได้เพลิดเพลินกับความสวยงามของเรือแต่ละลำที่ตกแต่งลวดลายและประชันฝีพายกันอย่างเต็มที่
    านเทศกาลกินปลาและงานกาชาดจังหวัดสิงห์บุรี จัดขึ้นประมาณปลายเดือนธันวาคมของทุกปี เนื่องจากจังหวัดสิงห์บุรีมีลำน้ำแม่ลาเป็นลำน้ำธรรมชาติที่มีปลาชุกชุม และมีชื่อเสียงมาก คือ ปลาช่อนแม่ลา ซึ่งเป็นอาหารจานเด็ดของสิงห์บุรี นอกจากนี้สิงห์บุรียังเป็นถิ่นกำเนิดของแม่ครัวหัวป่า ต้นตำรับอาหารคาวหวานที่มีชื่อเสียงอีกด้วย
     
     
     
     

    สถานที่ท่องเที่ยว

     
     

    อำเภอเมือง

     
    ศาลจังหวัด และศาลากลางจังหวัดสิงห์บุรี ตั้งอยู่บนถนนวิไลจิตต์ ตำบลในเมือง ในเขตเทศบาลอำเภอเมืองสิงห์บุรี ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ศาลจังหวัดสร้างขึ้นเมื่อปี ร.ศ. ๑๒๙ (พ.ศ. ๒๔๕๓) และศาลากลางจังหวัดสร้างขึ้นเมื่อปี ร.ศ. ๑๓๐ (พ.ศ. ๒๔๕๔) สร้างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นตึกก่ออิฐถือปูนชั้นเดียวทรงยุโรป มีความสวยงามและมีคุณค่าทางสถาปัตยกรรมมาก กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานที่สำคัญของชาติ เมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๓
    วัดสว่างอารมณ์ ตั้งอยู่ที่บ้านบางมอญ ตำบลต้นโพธิ์ ในเขตเทศบาลอำเภอเมืองสิงห์บุรี ห่างจากศาลากลางจังหวัดหลังเก่าไปทางลำน้ำเจ้าพระยาประมาณ ๒ กิโลเมตร วัดนี้เป็นศูนย์รวมของศิลปะหลายด้าน ได้แก่ การศึกษา การก่อสร้างโบสถ์ วิหารศาลา และโดยเฉพาะการปั้นพระพุทธรูปเหมือน ที่สืบทอดวิชาปั้นพระพุทธรูปมาจากตระกูลบ้านช่างหล่อธนบุรี ภายในวัดยังมี พิพิธภัณฑ์หนังใหญ่ เป็นแหล่งเก็บรวบรวมตัวหนังใหญ่ที่สมบูรณ์และสามารถเล่นได้กว่า ๓๐๐ ตัว ซึ่งพระครูสิหมุณี อดีตเจ้าอาวาส ได้รวบรวมตัวหนังใหญ่จากฝีมือช่างสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายเอาไว้ และส่วนหนึ่งได้รับมอบหมายจากครูเปีย หัวหน้าคณะหนังเร่ ผู้ที่มีความสามารถในการเชิด-พาทย์หนังใหญ่ และได้ถ่ายทอดการแสดงหนังใหญ่สืบต่อกันมา ตัวหนังใหญ่ที่ใช้แสดงแบ่งเป็นชุดใหญ่ ๆ ได้ ๔ ชุด คือชุดศึกใหญ่ (ศึกทศกัณฑ์) ชุดศึกมงกุฎ-บุตรลบ ชุดนาคบาศ และชุดศึกวิรุณจำบัง มีการสาธิตการแสดงหนังใหญ่ พิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา ๐๙.๐๐-๑๖.๐๐ น. วันเสาร์-อาทิตย์ ๐๘.๓๐-๑๗.๐๐ น. สนใจเข้าชมการแสดงกรุณาติดต่อล่วงหน้า โทร. ๐๘ ๑๘๕๑ ๖๒๐๕, ๐๘ ๑๘๐๒ ๖๐๘๕ การเดินทาง ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข ๓๐๙ เส้นสิงห์บุรี-อ่างทอง (สายเก่า) กิโลเมตรที่ ๙๔ ห่างจากตัวเมืองสิงห์บุรีไปประมาณ ๓ กิโลเมตร
    วัดพระนอนจักรสีห์วรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ตั้งอยู่ในตำบลจักรสีห์ สันนิษฐานว่าวัดนี้สร้างสมัยก่อนกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ภายในวิหารเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปไสยาสน์ขนาดใหญ่ มีพุทธลักษณะแบบสุโขทัยที่มีความงดงามมาก มีความยาว ๔๗ เมตร ๔๒ เซนติเมตร (๑ เส้น ๓ วา ๒ ศอก ๑ คืบ ๗ นิ้ว) ลักษณะพระพักตร์ หันไปทางทิศเหนือ พระเศียรหันไปทางทิศตะวันออก นอกจากนี้ยังมี พระกาฬ เป็นพระพุทธรูปศิลาลงรักปิดทอง และ พระแก้ว พระหล่อนั่งขัดสมาธิเพชรอันศักดิ์สิทธิ์และมีพระพุทธลักษณะงดงาม ทั้งพระกาฬและพระแก้วสร้างในสมัยรัชกาลที่ ๕ ใช้เป็นพระประทานในการถือน้ำพิพัฒน์สัตยาของข้าราชการ ด้านหน้าวิหารมีต้นสาละลังกาใหญ่ต้นไม้สำคัญ ในพระพุทธศาสนาผลิดอกบานสะพรั่งหลายต้น สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. ๐ ๓๖๕๒ ๐๒๕๑, ๐ ๓๖๕๔ ๓๔๑๕ การเดินทาง รถยนต์ อยู่ห่างจากอำเภอเมืองไปตามเส้นทางสายสิงห์บุรี-สุพรรณบุรี เส้นทางหลวงหมายเลข ๓๐๓๒ ประมาณ ๔ กิโลเมตร รถโดยสารประจำทาง มีรถสาย ๖๔๘ สิงห์บุรี-บ้านดอนปรู, รถสาย ๔๖๒ สุพรรณบุรี-โคกสำโรง และรถสองแถว ขึ้นที่ บขส.ในอำเภอเมืองสิงห์บุรี ผ่านหน้าวัด
    วัดหน้าพระธาตุ อยู่ในเขตบ้านพระนอนจักรสีห์ ตำบลจักรสีห์ ห่างจากวัดพระนอนจักรสีห์ไปประมาณ ๑.๕ กิโลเมตร เดิมชาวบ้านเรียกวัดนี้ว่า วัดหัวเมือง ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๔ ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น วัดหน้าพระธาตุ สันนิษฐานว่าสถานที่บริเวณนี้จะเป็นที่ตั้งของเมืองสิงห์บุรีเก่า สิ่งที่สำคัญของวัดนี้คือ องค์พระปรางค์สูงประมาณ ๘ วา ทำเป็นรูปครุฑ อสูรถือกระบองประดับอยู่เหนือชั้นเชิงบาตร ภายหลังมีการเสริมแต่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบศิลปะอยุธยาตอนต้น โดยการก่ออิฐเพิ่มเติมเป็นซุ้มจรนัมทั้งสี่ด้าน ตั้งแต่ฐานศิลาแลงขึ้นไปก่อด้วยอิฐย่อมุมทรงปรางค์ กลีบขนุนปรางค์ก่อด้วยอิฐ ทิศตะวันออกขององค์ปรางค์มีพระวิหารหลวง ทิศตะวันตกเป็นพระอุโบสถ และมีเจดีย์กลมเรียงรายหลายองค์ เป็นลักษณะของสถาปัตยกรรมแบบสมัยอยุธยาตอนปลาย กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อวันที่ ๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๘ การเดินทาง รถยนต์ ไปตามทางหลวงหมายเลข ๓๐๓๒ เส้นสิงห์บุรี-สุพรรณบุรี กิโลเมตรที่ ๔ แล้วเข้าซอยเรือนจำจังหวัดสิงห์บุรี แยกจากปากทางเข้ามาประมาณ ๑ กิโลเมตร รถประจำทาง มีรถประจำทางผ่านเส้นทางเดียวกับวัดพระนอนจักรสีห์
    วัดประโชติการาม ตั้งอยู่ที่ตำบลบางกระบือ อยู่ห่างจากตัวเมืองสิงห์บุรีประมาณ ๕ กิโลเมตร เส้นทางหลวงหมายเลข ๓๑๑ เส้นสิงห์บุรี-ชัยนาท (สายเก่า) ไปประมาณ ๕ กิโลเมตร เป็นวัดเก่าแก่ที่ประดิษฐานพระพุทธรูปยืนปางห้ามญาติ พุทธลักษณะงดงาม ศิลปะแบบสุโขทัยขนาดใหญ่ ๒ องค์ คือ หลวงพ่อทรัพย์ สูง ๖ วา ๗ นิ้ว และหลวงพ่อสิน สูง ๓ วา ๓ ศอก ๕ นิ้ว ซึ่งมีพุทธลักษณะที่งดงาม เป็นที่เคารพสักการะของประชาชนทั่วไป
    วัดกระดังงาบุปผาราม ตั้งอยู่หมู่ที่ ๖ ตำบลบางกระบือ อยู่เลยจากวัดประโชติการามไปเล็กน้อย มีโบสถ์รูปทรงสมัยใหม่ที่งดงามไม่เหมือนโบสถ์แห่งไหนสร้างอยู่บนฐานศาลาการเปรียญหลังเก่า และวัดนี้ยังมีเจดีย์โบราณทรงระฆังคว่ำคล้ายเจดีย์สมัยอยุธยาตอนต้น ฐานเป็นชั้น มีซุ้มทรงระฆังตั้งแต่ปล้องไฉนขึ้นไป เจดีย์องค์นี้นับว่ามีความสมบูรณ์ที่สุดที่มีอยู่ในสมัยเดียวกันได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติแล้ว นอกจากนี้ด้านหน้าเจดีย์ยังมีโบสถ์เก่าแก่หลังคามุงด้วยกระเบื้องดิน บานประตูโบสถ์เป็นไม้แกะสลักลวดลายสวยงามมาก การเดินทาง ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข ๓๑๑ เส้นสิงห์บุรี–ชัยนาท (สายเก่า) กิโลเมตรที่ ๖ ห่างจากอำเภอเมืองประมาณ ๗ กิโลเมตร
     

    อำเภอพรหมบุรี

     
    วัดกุฎีทอง ตั้งอยู่หมู่ที่ ๓ ในเขตตำบลบางน้ำเชี่ยว ห่างจากตัวเมืองสิงห์บุรีประมาณ ๔๐๐ เมตร หรือเส้นทางหลวงหมายเลข ๓๒ กิโลเมตรที่ ๑๒๕-๑๒๖ ภายในวัดมีมณฑปลักษณะเหมือนเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๓ โดยหลวงพ่อปัญญา อุตมะพิชัย เจ้าอาวาส ซึ่งบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้บนยอดและภายในมณฑปนั้นเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธบาทโลหะจำลองไว้เป็นที่เคารพสักการะ นอกจากนี้ภายในบริเวณวัดกุฎีทองยังมี ศูนย์ศิลปะวัฒนธรรมพื้นบ้านไทยพวน ซึ่งได้รวบรวมเครื่องใช้ไม้สอยในชีวิตประจำวันต่าง ๆ ของชาวไทยพวน เสื้อผ้า เครื่องประดับ เครื่องมือ ทำนา ดักสัตว์ จับปลา ตลอดจนยวดยานพาหนะทางน้ำเป็นของเก่าแก่ไว้ให้ชมอีกด้วย ติดต่อขอเข้าชมได้ที่ เจ้าอาวาสวัดกุฎีทอง ผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดกุฎีทอง เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา ๐๘.๐๐-๑๙.๐๐ น.
    คูค่ายพม่า ตั้งอยู่ที่บ้านเจดีย์หัก หมู่ ๑ ตำบลบ้านแป้ง ห่างจากตัวเมืองสิงห์บุรีไปประมาณ ๑๖ กิโลเมตร ตามเส้นทางหลวงหมายเลข ๓๒ กิโลเมตรที่ ๑๒๙ เป็นแหล่งชุมชนโบราณมีลักษณะเป็นเนินดินแนวยาวรูปร่างคล้ายตัว L ยาวประมาณ ๕-๑๕ เมตร กว้างประมาณ ๓ เมตร สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๑๒๗ ครั้งที่พม่ายกกองทัพมาตั้งที่ปากน้ำบางพุทราเพื่อรวบรวมกำลังเข้าตีกรุงศรีอยุธยา นับเป็นแหล่งประวัติศาสตร์ที่สำคัญ ปัจจุบันได้ปรับปรุงให้เป็นสวนสาธารณะสำหรับพักผ่อนหย่อนใจของประชาชนทั่วไป
    วัดอัมพวัน ตั้งอยู่ที่ตำบลพรหมบุรี ไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข ๓๖ กิโลเมตรที่ ๑๓๐ เป็นวัดที่มีชื่อเสียงในด้านการปฏิบัติธรรมทางวิปัสสนากรรมฐาน มีพระราชสุทธิญาณมงคล (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมโม) เป็นเจ้าอาวาส การเดินทาง รถโดยสารประจำทาง จากกรุงเทพฯ นั่งรถสายกรุงเทพฯ-สิงห์บุรี หรือกรุงเทพฯ-อำเภอวัดสิงห์ มาลงที่ปากทางเข้าหน้าวัดอัมพวันแล้วต่อรถจักรยานยนต์รับจ้างเข้ามายังวัด หรือหากมาจากอำเภอเมืองสิงห์บุรี สามารถขึ้นรถสองแถวสายสิงห์บุรี-วัดตราชู ที่ บขส. ในตัวเมือง มาลงที่หน้าวัด
    วัดพระปรางค์มุนี ตั้งอยู่ที่ตำบลม่วงหมู่ ตรงข้ามวิทยาลัยเกษตรกรรมสิงห์บุรี ห่างจากตัวเมืองไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๒ ประมาณกิโลเมตรที่ ๑๓๔-๑๓๕ (ทางไปอำเภอพรหมบุรี) จะเห็นองค์พระปรางค์สี่เหลี่ยมสูงเด่น ใกล้กับองค์พระปรางค์เป็น วิหารหลวงพ่อเย็น พระพุทธรูปปูนปั้นศักดิ์สิทธิ์สมัยอยุธยา ด้านข้างวิหารมีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ เป็นกรุพระเก่าแก่ที่ทางวัดได้ขุดดินบริเวณนั้นมากลบวิหาร ภายในโบสถ์มีภาพจิตรกรรมฝาผนัง ฝีมือชาวบ้านเขียนโดย นายเพ็ง คนลาว เมื่อราวปี พ.ศ. ๒๔๖๒ แสดงเรื่องราวเกี่ยวกับนรก สวรรค์ แต่ยังคงความงดงามไม่แพ้ที่อื่น
     

    อำเภอท่าช้าง

     
    วัดพิกุลทอง อยู่ในเขตตำบลวิหารขาว ห่างจากตัวเมืองประมาณ ๑๖ กิโลเมตร อยู่ห่างจากวัดพระนอนจักรสีห์ วรวิหารไปประมาณ ๙ กิโลเมตร ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า วัดหลวงพ่อแพ (พระเทพสิงหบุราจารย์) ภายในวัดมี พิพิธภัณฑ์หลวงพ่อแพ จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติและเครื่องอัฐบริขารของหลวงพ่อแพตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน นอกจากนั้นอีกด้านหนึ่งของวัดนี้มีพระพุทธรูปปางประทานพรองค์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย คือ พระพุทธสุวรรณมงคลมหามุนี หรือ หลวงพ่อใหญ่ ขนาดหน้าตักกว้าง ๑๑ วา ๒ ศอก ๗ นิ้ว สูง ๒๑ วา ๑ คืบ ๓ นิ้ว ภายในเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กประดับด้วยโมเสกทองคำธรรมชาติชนิด ๒๔ เค รอบ ๆ พระวิหารใหญ่มีวิหารคต ซึ่งประดิษฐานพระพุทธรูปปางประจำวันต่าง ๆ และพระสังกัจจายองค์ใหญ่ และบริเวณวัดยังมีสวนธรรมะ และสิ่งก่อสร้างที่สวยงามน่าสนใจ แวดล้อมด้วยบรรยากาศสงบร่มรื่น การเดินทาง ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข ๓๐๓๒ กิโลเมตรที่ ๗-๘ จะเห็นป้ายบอกทางไปวัดพิกุลทอง ไปตามถนนสาย ๓๐๐๘ ประมาณ ๘ กิโลเมตร
    วัดจำปาทอง ตั้งอยู่ที่ตำบลโพประจักษ์ เป็นสถานที่เก็บรักษาเรือพระที่นั่งของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อคราวเสด็จประพาสในการล่องแม่น้ำน้อย เป็นเรือมาดเก๋ง ประเภทเรือแจว ชื่อว่าเรือจำปาทองสิงห์บุรี นอกจากนั้นภายในวัดมีพระนอนองค์ใหญ่ ศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ การเดินทาง ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข ๓๔๕๔ ระหว่างกิโลเมตรที่ ๒๒-๒๓ ให้เลี้ยวซ้ายเข้ามาประมาณ ๘๐๐ เมตร
     

    อำเภอค่ายบางระจัน

     
    อนุสาวรีย์วีรชนค่ายบางระจัน และอุทยานค่ายบางระจัน อยู่ห่างจากตัวเมือง ๑๕ กิโลเมตร ตามเส้นทางหลวงหมายเลข ๓๐๓๒ มีพื้นที่ประมาณ ๑๑๕ ไร่ เป็นสวนรุกขชาติพักผ่อนหย่อนใจ จะเห็นอนุสาวรีย์วีรชนค่ายบางระจันเป็นรูปหล่อประติมากรรมของหัวหน้าชาวค่ายบางระจันทั้ง ๑๑ คน สร้างโดยกรมศิลปากรปรากฏสวยเด่นเป็นสง่าอยู่ในสวน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันทรงเปิดอนุสาวรีย์นี้เมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๑๙ ค่ายบางระจันมีความสำคัญยิ่งทางประวัติศาสตร์ ผืนแผ่นดินแห่งนี้ได้บันทึกเหตุการณ์ความกล้าหาญและเสียสละของวีรชนไทยที่เกิดขึ้น เมื่อเดือน ๓ ปีระกา พ.ศ. ๒๓๐๘ ในครั้งนั้นชาวบ้านบางระจันได้รวมพลังกันต่อสู้กับกองทัพพม่าซึ่งมีจำนวนมากมายมหาศาล โดยพม่าต้องยกทัพเข้าตีหมู่บ้านนี้ถึง ๘ ครั้ง ใช้เวลา ๕ เดือน จึงเอาชนะได้เมื่อวันจันทร์แรม ๒ ค่ำ เดือน ๘ ปีจอ พ.ศ. ๒๓๐๙ นับเป็นอนุสาวรีย์ที่มีความสำคัญยิ่งแห่งหนึ่ง ค่ายบางระจันในปัจจุบันได้สร้างจำลองโดยอาศัยรูปแบบค่ายในสมัยโบราณ และภายในบริเวณยังมี อาคารศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์วีรชนค่ายบางระจัน จัดห้องนิทรรศการโดยแบ่งออกเป็นห้องต่าง ๆ ห้องแรก แสดงเรื่องค่ายบางระจัน เครื่องใช้โบราณ แหล่งเตาเผาแม่น้ำน้อย หนังใหญ่ ห้องที่สอง จัดแสดงมรดกเมืองสิงห์บุรี ห้องที่สาม แสดงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเมืองสิงห์บุรีและของดีเมืองสิงห์บุรี เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา ๐๘.๐๐-๑๗.๐๐ น. สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. ๐ ๓๖๕๙ ๗๑๒๖ การเดินทาง โดยรถประจำทาง สามารถขึ้นรถที่ บขส. ในอำเภอเมืองสิงห์บุรี สายสุพรรณบุรี-สิงห์บุรี มาลงที่อนุสาวรีย์วีรชนฯ
    วัดโพธิ์เก้าต้น หรือ วัดไม้แดง ตั้งอยู่ที่หมู่ ๘ ตำบลบางระจัน ตรงข้ามกับอนุสาวรีย์วีรชนค่ายบางระจัน ห่างจากตัวเมืองประมาณ ๑๕ กิโลเมตร เส้นทางหลวงหมายเลข ๓๐๓๒ เป็นสถานที่ที่วีรชนชาวบ้านบางระจันได้เคยใช้เป็นที่มั่น ในการต่อต้านพม่าที่ยกกองทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๐๘ ชาวบ้านเรียกวัดนี้ว่า “วัดไม้แดง” เพราะภายในบริเวณ มีต้นไม้แดง ซึ่งเป็นไม้เนื้อแข็งอยู่หลายต้น และชาวบ้านถือกันว่าเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์ ไม่มีใครกล้าตัดหรือทำลาย ในบริเวณวัด มี “วิหารพระอาจารย์ธรรมโชติ” เป็นวิหารทรงจตุรมุข พระอาจารย์ท่านเป็นผู้นำสำคัญผู้หนึ่งของชาวบ้านบางระจัน และใกล้ ๆ กันก็มี สระน้ำพระอาจารย์ธรรมโชติ มีปลาอยู่ชุกชุมเพราะชาวบ้านถือว่าเป็นปลาศักดิ์สิทธิ์จึงไม่จับไปรับประทาน และยังมีศาลรวมวิญญาณวีรชนค่ายบางระจันตั้งอยู่ใกล้ริมรั้ว ส่วนหน้าวัดได้มีการจำลองค่ายบางระจันตามประวัติศาสตร์ ไว้ด้วย กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนวัดโพธิ์เก้าต้นเป็นโบราณสถาน ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๘
     

    อำเภอบางระจัน

     
    วัดพระปรางค์ (ชัณสูตร) ตั้งอยู่หมู่ที่ ๗ บ้านโคกหม้อ ตำบลเชิงกลัด ภายในบริเวณวัดมีพระปรางค์ศิลปะแบบอยุธยาตอนต้น พุทธศตวรรษที่ ๒๑ สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช องค์ปรางค์สูงประมาณ ๑๕ เมตร ก่อด้วยอิฐแบบปรางค์ไทยสูงชะลูดคล้ายฝักข้าวโพด ฐานเตี้ย ภายในกลวง มีคูหาสี่เหลี่ยมจตุรัสบนผนังคูหา และปัจจุบันร่องรอยภาพจิตรกรรมฝาผนังได้ลบเลือนไปแล้ว ด้านหลังมีวิหารเก่าแก่แบบอยุธยา หน้าบันเป็นลายแกะสลักไม้รูปตัวสิงห์และคันทวยต่าง ๆ มีภูเขาและรอยพระพุทธบาทจำลองบนยอดเขา นอกจากนั้นยังปรากฏร่องรอยของเตาเผาแม่น้ำน้อยประมาณ ๓-๔ เตา วัดพระปรางค์ถูกขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อวันที่ ๘ มีนาคม ๒๔๗๘
    แหล่งเตาเผาแม่น้ำน้อย ตั้งอยู่ในบริเวณวัดพระปรางค์ (ชัณสูตร) เป็นแหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผาขนาดใหญ่ที่สุดในสมัยกรุงศรีอยุธยา ระหว่าง พ.ศ. ๑๙๑๔-๒๓๑๐ ลักษณะตัวเตาเป็นแบบระบายความร้อนเฉียงขึ้น ก่อด้วยอิฐ ตัวเตาบางส่วนคล้ายเรือประทุนจึงเรียก “เตาประทุน” แบ่งเป็น ๓ ส่วน คือ ปล่องไฟ ห้องวางเครื่องปั้นดินเผา และห้องเชื้อเพลิง ตัวเตาเผาที่นับว่ามีขนาดใหญ่ มีความยาวถึง ๑๔ เมตร กว้าง ๕.๖๐ เมตร และเส้นผ่าศูนย์กลางของปล่องควันไฟยาว ๒.๑๕ เมตร เคยใช้เป็นที่ผลิตภาชนะดินเผา เช่น ไห อ่าง ครก กระปุก ช่อฟ้า กระเบื้องปูพื้น เป็นต้น ตัวอย่างเครื่องปั้นดินเผาต่าง ๆ ที่ขุดได้บริเวณแหล่งเตาเผาแม่น้ำน้อย สามารถชมได้ในกุฏิของท่านเจ้าอาวาส แหล่งโบราณคดีแห่งนี้ไม่เพียงแต่เป็นมรดกวัฒนธรรมที่สำคัญยิ่งแหล่งหนึ่งแล้ว ยังเป็นศูนย์ศึกษาทางวิชาการเซรามิคอันยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งของโลกอีกด้วย การเดินทาง ไปตามเส้นทางสายสิงห์บุรี-บางระจัน-สรรคบุรี เส้นทางหลวงหมายเลข ๓๒๕๑ ไปประมาณ ๑๖ กิโลเมตร ห่างจากตลาด ชัณสูตรประมาณ ๑ กิโลเมตร และมีรถประจำทางผ่านสาย ๖๐๕ เส้นสิงห์บุรี-สรรคบุรี
    อุทยานแม่ลามหาราชานุสรณ์ ตั้งอยู่ที่ตำบลทับยา มีพื้นที่อยู่ในเขตอำเภออินทร์บุรีและอำเภอบางระจัน ห่างจากอำเภอเมืองไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข ๓๐๙ ประมาณ ๙ กิโลเมตร จะมีทางแยกเลี้ยวซ้ายไปบ้านเชิงกลัด เข้าไปอีกประมาณ ๑.๒ กิโลเมตร ก็จะถึงอุทยานแม่ลามหาราชานุสรณ์ คำว่า “แม่ลา” เป็นชื่อลำน้ำสายหนึ่งในท้องที่จังหวัดสิงห์บุรี ไหลผ่านพื้นที่ ๓ อำเภอ คือ อำเภออินทร์บุรี อำเภอบางระจัน และอำเภอเมืองสิงห์บุรี เป็นลำน้ำธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยอาหารของปลา ฉะนั้นปลาที่จับได้จากลำน้ำแม่ลาจึงมีรสชาติอร่อย อ้วน เนื้อนุ่ม มัน โดยเฉพาะปลาช่อนแม่ลา ซึ่งเป็นอาหารและของฝากที่ขึ้นชื่อของจังหวัดสิงห์บุรี ปัจจุบันปลาช่อนแม่ลาหายากขึ้นทุกวัน ทางราชการจึงหาทางอนุรักษ์และฟื้นฟู โดยขุดลอกลำน้ำ และสร้างอุทยานแม่ลามหาราชานุสรณ์ขึ้นริมฝั่งแม่น้ำลาการ้อง โดยรอบ ๆ บริเวณอาคารได้จัดให้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน นอกจากนั้นทางอุทยานฯ มีบริการบ้านพักไว้สำหรับนักท่องเที่ยว จำนวน ๔ ห้อง ราคา ๔๕๐ บาท สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. ๐ ๓๖๕๐ ๑๔๑๖
     

    อำเภออินทร์บุรี

     
    วัดสุทธาวาส หรือ วัดใหม่ ตั้งอยู่ที่ตำบลทับยา ไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข ๓๑๑ เส้นสิงห์บุรี-อินทร์บุรี กิโลเมตรที่ ๑๑-๑๒ เลยจากวัดกระดังงาบุปผารามไปประมาณ ๕ กิโลเมตร หรือห่างจากที่ว่าการอำเภออินทร์บุรีไปทางทิศใต้ประมาณ ๓.๕ กิโลเมตร มีวิหารหลังเก่าสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติพระจุฬามณี วาดด้วยช่างฝีมือชั้นครู เป็นภาพตอนพระพุทธองค์ทรงออกบรรพชา ภาพตอนผจญมาร ภาพตอนพระพุทธองค์ฉันอาหารที่นายจุนทะถวาย ทรงประชวรแล้วเสด็จไปประทับ ณ ต้นรังคู่ เสด็จสู่ปรินิพพาน และภาพเรื่องราวของการถวายพระเพลิง การแจกจ่ายพระอัฐิธาตุแก่เหล่ากษัตริย์และเทวดา บนหน้าบันเป็นภาพบรรจุพระอัฐิธาตุของพระพุทธเจ้าลอยในน้ำ ปัจจุบันได้ลบเลือนไปแล้ว นับเป็นโบราณสถานที่มีความงดงามและมีคุณค่าอีกแห่งหนึ่ง
    วัดโบสถ์ ตั้งอยู่ที่ตำบลอินทร์บุรี ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา ห่างจากตัวเมืองไปตามทางหลวงหมายเลข ๓๑๑ เส้นสิงห์บุรี-อินทร์บุรี (สายเก่า) กิโลเมตรที่ ๑๔-๑๕ ไปประมาณ ๑๖ กิโลเมตร เป็นพระอารามหลวง เดิมเป็นวัดร้างมาตั้งแต่ สมัยกรุงศรีอยุธยา ส่วนพระอุโบสถเป็นเพียงแห่งเดียวที่สร้างโดยใช้รางรถไฟเป็นแกนกลางข้างล่าง และที่น่าสนใจคือ การแกะสลักบานประตูหน้าต่างโบสถ์ทั้งหลัง โดยช่างที่มีฝีมือแกะสลักของเมืองสิงห์บุรี คือ ช่างชื่น หัตถโกศล ภายในโบสถ์มีพระประธานที่เก่าแก่ พุทธลักษณะที่งดงามมาก ปัจจุบันโบสถ์แห่งนี้ได้รับการบูรณะใหม่
    พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อินทร์บุรี ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกับวัดโบสถ์ ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา เดิมเป็นพิพิธภัณฑ์ของวัดโบสถ์มาก่อน ก่อตั้งโดยอดีตเจ้าอาวาสวัดโบสถ์ พระเทพสุทธิโมลี เจ้าคณะจังหวัดสิงห์บุรีและอุทัยธานี ได้รวบรวมจัดเก็บรักษาโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๘๓ มีโบราณวัตถุที่สำคัญและเป็นที่รวมความรู้ด้านประวัติศาสตร์ เช่น โบราณวัตถุที่ขุดพบได้จากแหล่งโบราณบ้านคูเมือง แหล่งเตาเผาแม่น้ำน้อย จัดแสดงเครื่องประดับสมณศักดิ์ของพระสงฆ์ พัดยศ พระพุทธรูปสมัยต่าง ๆ เครื่องถ้วยศิลปะไทย-จีน เครื่องดนตรีไทย ส่วนชั้นล่าง เป็นการละเล่นพื้นบ้าน เครื่องมือดักปลา เครื่องทอผ้า ตะเกียงโบราณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอินทร์บุรีนี้จะเปิดให้เข้าชมทุกวันพุธ-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา ๐๘.๓๐-๑๖.๐๐ น. ค่าเข้าชม ชาวไทย และชาวต่างประเทศคนละ ๕ บาท ต้องการเข้าชมเป็นหมู่คณะพร้อมวิทยากรบรรยาย ควรติดต่อก่อนล่วงหน้าประมาณ ๑ สัปดาห์ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. ๐ ๓๖๕๘ ๑๙๘๖
    การเดินทาง สามารถไปได้โดย รถยนต์ ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข ๓๑๑ เส้นสิงห์บุรี-อินทร์บุรี (สายเก่า) ระหว่างกิโลเมตรที่ ๑๔-๑๕ และ รถประจำทาง ไปได้ ๒ สาย สายแรก รถสายสิงห์บุรี-ชัยนาท (สายเก่า) รถจอดที่ท่ารถ บขส. สายที่สอง รถสายกรุงเทพฯ-อำเภอวัดสิงห์ (ป.๑ และ ป.๒) รถออกจากสถานีขนส่งหมอชิต ถนนกำแพงเพชร
    เมืองโบราณบ้านคูเมือง (อยู่ภายในสวนรุกขชาติคูเมือง) ตั้งอยู่ที่บ้านคูเมือง ตำบลห้วยชัน ภายในสวนรุกขชาติคูเมือง ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ ๒๓ กิโลเมตร สันนิษฐานว่าเป็นชุมชนโบราณสมัยทวาราวดี ผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยม มุมมน กว้าง ๖๕๐ เมตร ยาว ๗๕๐ เมตร สูงจากพื้น ๑ เมตร มีเนินดินขนาดใหญ่ มีคูน้ำคันดินล้อมรอบ มีการขุดค้นพบภาชนะดินเผามากมาย เช่น เครื่องถ้วยชาม หม้อ ไห กาน้ำ ลูกปัดหินสีต่าง ๆ ตะคันดินเผา ธรรมจักรหินเขียว ตุ้มหู ลูกปัด หินสี และเหรียญเงินมีคำจารึกว่า “ศรีทวารวดีศวรปุญยะ” แสดงให้เห็นว่ามีชุมชนอาศัยอยู่ในบริเวณนี้ติดต่อกันมาตั้งแต่สมัยฟูนันจนถึงรัตนโกสินทร์ ปัจจุบันวัตถุโบราณที่ค้นพบได้นำไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอินทร์บุรี และภายในบริเวณเมืองโบราณบ้านคูเมืองปัจจุบันได้จัดให้เป็นสวนรุกขชาติ มีเนื้อที่ประมาณ ๕๐๐ ไร่ มีคูน้ำโบราณล้อมรอบ มีพันธุ์ไม้ต่าง ๆ ร่มรื่นสวยงาม การเดินทาง ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข ๓๑๑ เส้นสิงห์บุรี-อินทร์บุรี (สายเก่า) กิโลเมตรที่ ๑๗ หรือห่างจากตัวอำเภออินทร์บุรีประมาณ ๗ กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าเส้น ทางหมายเลข ๓๒๘๕ เส้นอินทร์บุรี-หนองสุ่ม
    วัดม่วง ตั้งอยู่ที่ตำบลอินทร์บุรี ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา หากมาจากถนนสายเอเชีย ห่างจากตัวตลาดอินทร์บุรี มีทางเลี้ยวซ้ายไปประมาณ ๒.๕ กิโลเมตร สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นประมาณปี พ.ศ. ๒๓๖๕ เดิมนั้นมีต้นมะม่วงอยู่มากจึงเรียกว่า “วัดม่วง” ภายในวัดมีวิหารเก่าแก่เป็นอาคารปูนรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีมุขยื่นออกมา ที่หน้าบันประดับด้วยภาชนะเครื่องถ้วยต่าง ๆ ในวิหารมีพระพุทธรูปปางมารวิชัยเป็นพระประธานที่พุทธลักษณะงดงาม ประดิษฐานอยู่บนฐานชุกชีรูปฐานสิงห์ มีฐานบัวขนาดใหญ่รองรับ เพดานประดับด้วยลายเขียนรูปดาว มีภาพจิตรกรรมฝาผนังเขียนด้วยสีฝุ่น ฝีมือช่างพื้นบ้านสันนิษฐานว่าเขียนขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๔ และมีเรื่องราวพุทธประวัติของพระพุทธเจ้า ตลอดจนแสดงภาพชีวิตความเป็นอยู่วัฒนธรรมของสังคมโบราณในระดับต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี
     
     

    Hot Promotion

    step-one-college

    เรียน General English กับโปรโมชั่นพิเศษ เพียง 290 AUD$ ต่อสัปดาห์ ฟรีค่าสมัคร เรียน 20 สัปดาห์เพียง 5,800 AUD$ (ประมาณ 168,200 บาท) เท่านั้น


    North Sydney English College

    เรียนภาษาอังกฤษ เพียง 140 AUD$ ต่อสัปดาห์ เมื่อลงเรียน 20 สัปดาห์ เพียง 2,800 AUD$ (ประมาณ 81,200 บาท) เท่านั้น ...


    Lloyds International School

    เรียน General English ที่คุ้มค่าที่สุด เพียง 180 AUD$ ต่อสัปดาห์ ฟรีค่าสมัคร เมื่อลงเรียน 20 สัปดาห์ เพียง 3,600 AUD$ (ประมาณ 104,400 บาท) เท่านั้น ...


    Specialty Language Centre

    เรียน General English กับโปรโมชั่นพิเศษ เพียง 170 AUD$ ต่อสัปดาห์ ฟรีค่าสมัคร เรียน 20 สัปดาห์เพียง 3,400 AUD$ (ประมาณ 98,600 บาท) เท่านั้น


    Metro English Collage

    เรียน General English แบบประหยัด เพียง 220 AUD$ ต่อสัปดาห์ ฟรีค่าสมัคร เรียน 20 สัปดาห์เพียง 4,400 AUD$ (ประมาณ 127,600 บาท) เท่านั้น ...


    The Meridian International School

    เรียนภาษาอย่างคุ้มค่า มีประสิทธิภาพกับ Meridian ด้วยราคาเพียง 275 AUD$ ต่อสัปดาห์เท่านั้น


    Windsor Institute of Commerce and Languages

    เรียน General English ที่มีคุณภาพสูง ด้วยราคาที่สมเหตุสมผล นักเรียนมาจากหลากหลายประเทศ เพียง 215 AUD$ ต่อสัปดาห์ ฟรีค่าสมัคร เรียน 20 สัปดาห์ ราคา 4,300 AUD$ (ประมาณ 129,000 บาท) พร้อมหลักสูตรวิชาชีพ ราคา 2,200 AUD$ (ประมาณ 66,000 บาท) อีกมากมาย

    หลักสูตรแนะนำ

    TAFE NSW - Sydney Institute English Language Centre

    หลักสูตร General English แบบเข้มข้น และได้ผลอย่างแน่นอน กับสถาบันระดับเกรด A TAFE Sydney (TAFE SITEC) >> อ่านต่อ


    Insearch UTS

    ประสิทธิภาพสูงสุด รับรองผล 100% กับสถาบันเกรด A INSEARCH หลักสูตร General English และหลักสูตร Intensive DEEP สำหรับศึกษาต่อ University >> อ่านต่อ


    l หน้าแรก l ติดต่อเรา l ติดต่อโฆษณา l
    © 2004 - 2005 http://www.educatepark.com All Rights Reserved.