l หน้าแรก l ติดต่อเรา l เว็บเพื่อนบ้าน l
แหล่งรวมข้อมูล เรียนต่อ ออสเตรเลีย ศึกษาต่อ ประเทศออสเตรเลีย - EducatePark.com
Promotion for Australia
l ประเทศออสเตรเลีย l ประเทศอังกฤษ l ประเทศนิวซีแลนด์ l ประเทศสิงคโปร์ l หลักสูตรการศึกษา l เรียนภาษา l เกร็ดความรู้ l ตั๋วเครื่องบิน l ข่าวสาร l เวปบอร์ด l สมัครงาน l เกมส์ l ติดต่อธุรกิจ
เรียนภาษาที่สิงคโปร์
หางาน สมัครงาน คิดถึงเรา ejobcorner.com
จดโดเมน 350 บาท ฟรีทันที โฮสติ้ง 5 MB siamdatanet.com
ฟังเพลง เพลงเก่า b4ninety.com
::

สัพเพเหระ

  • เรื่องน่ารู้  
  • เฮฮาออสซี่กับพี่หัวโต 
  • :: Powered by Google ::

    www educatepark
     
    จดโดเมน เพียง 270 บาท
    วันเด็กแห่งชาติ
     
     

    วันเด็กแห่งชาติ และกิจกรรมวันเด็ก

     
     

    วันเด็กแห่งชาติ ตรงกับวันเสาร์ที่ 2 ของเดือนมกราคมของทุกปี มีการให้คำขวัญวันเด็กทุกปีโดยนายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งในขณะนั้น จากคำกล่าวที่ว่า อนาคตของประเทศชาติจะเป็นอย่างไรต่อไป ส่วนหนึ่งต้องขึ้นอยู่กับคุณภาพชีวิตของเด็กในประเทศนั้น ๆ ว่าเป็นอย่างไร ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องให้ การพิทักษ์รักษาคุ้มครองทางด้านกฎหมาย ตลอดจนให้ความสำคัญแก่เด็ก ๆ เพราะถือว่า เด็ก คือมนุษย์ที่ยังอ่อนอยู่ทั้งทางร่างกายและจิตใจ

     

    ประวัติวันเด็ก ควมเป็นมาของ วันเด็ก

     

    งานวันเด็กแห่งชาติจัดขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อวันจันทร์แรกของเดือนตุลาคม พ.ศ. 2498 ตามคำเชิญชวนของ นายวี.เอ็ม. กุลกานี ผู้แทนองค์การสหพันธ์เพื่อสวัสดิภาพเด็กระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ เพื่อให้ประชาชนเห็นความสำคัญและความต้องการของเด็ก และเพื่อกระตุ้นให้เด็กตระหนักถึงบทบาทอันสำคัญของตนในประเทศ โดยปลูกฝังให้เด็กมีส่วนร่วมในสังคม เตรียมพร้อมให้ตนเองเป็นกำลังของชาติ

     

    รัฐบาลได้จัดให้มีคณะกรรมการจัดงานวันเด็กแห่งชาติขึ้นมาคณะหนึ่ง ทำหน้าที่ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และเอกชน กำหนดให้มีการฉลองวันเด็กแห่งชาติทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค จุดประสงค์เพื่อให้เด็กทั่วประเทศทั้งในระบบโรงเรียนและนอกระบบโรงเรียน ได้รู้ถึงความสำคัญของตน เกี่ยวกับสิทธิ หน้าที่ ความรับผิดชอบ ระเบียบวินัย ที่มีต่อตนเองและสังคม มีความยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

     

    งานวันเด็กแห่งชาติจัดขึ้นทุกปีในวันจันทร์แรกของเดือนตุลาคมจนถึง พ.ศ. 2506 และใน พ.ศ. 2507 ไม่สามารถจัดงานวันเด็กได้ทัน จึงได้เริ่มจัดอีกครั้งในปี พ.ศ. 2508 โดยเปลี่ยนเป็นวันเสาร์ที่ 2 ของเดือนมกราคม เนื่องจากเห็นว่าเป็นช่วงหมดฤดูฝนและเป็นวันหยุดราชการ จนถึงทุกวันนี้

     

    การจัดงาน วันเด็ก

     
    การจัด งานวันเด็ก
     
    ปีพุทธศักราช 2498 อันเป็นปีที่ทั่วโลกเริ่มจัดงานเฉลิมฉลองวันเด็กแห่งชาติกันขึ้น ตามความเห็นคล้อยตามกับองค์การสหประชาชาติที่นำปัญหาเรื่องเด็กมาร่างเป็นปฏิญญาว่าด้วยสิทธิของเด็กขึ้นมา

    ประเทศไทยได้รับข้อเสนอของนาย วี เอ็ม กุลกานี ผู้แทนองค์กรสมาพันธ์เพื่อสวัสดิภาพเด็กระหว่างประเทศ ผ่านมาทางกรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงมหาดไทยว่า ประเทศไทยควรจัดงานเฉลิมฉลองวันเด็กแห่งชาติขึ้น เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนเห็นความสำคัญของเด็กให้มากขึ้น ดังที่นานาประเทศกำลังทำอยู่

    ขณะนั้น สภาวัฒนธรรมแห่งชาติยังมิได้ถูกยุบเลิกไป คณะกรรมการสภาวัฒนธรรมแห่งชาติ จึงนำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมเพื่อพิจารณา ในที่สุดที่ประชุมได้เห็นชอบนำเรื่องเสนอต่อคณะรัฐมนตรีในขณะนั้น ต่อมาเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ.2498 ได้มีมติคณะรัฐมนตรีรับหลักการ ให้จัดงานวันเด็กแห่งชาติขึ้น โดยมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงศึกษาธิการรับไปดำเนินการ ส่วนของค่าใช้จ่ายในการจัดงานั้น ได้อนุมัติเงินจากกองสลากกินแบ่งรัฐบาลมาดำเนินการ

    ดังนั้น ในวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ.2498 ประเทศไทย จึงมีงานเฉลิมฉลองวันเด็กแห่งชาติเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก จากนั้นเป็นต้นมา ทางราชการได้กำหนดวันจันทร์แรกของเดือนตุลาคมของทุกปีเป็นวันเด็กแห่งชาติสำหรับประเทศไทย และจัดติดต่อกันมาจนถึงปี พ.ศ.2506 ที่ประชุมคณะกรรมการจัดงานวันเด็กแห่งชาติในปีนั้น มีความเห็นพ้องต้องกันว่า สมควรที่จะเสนอเปลี่ยนวันจัดงานวันเด็กแห่งชาติเสียใหม่ เพื่อความเหมาะสมด้วยเหตุผลว่า ในเดือนตุลาคมสำหรับประเทศไทยเราเป็นเดือนที่ยังอยู่ในฤดูฝน มีฝนตกมาก เด็ก ๆ ไม่สะดวกในการมาร่วมงาน ประการต่อไปก็คือ วันจันทร์เป็นวันปฏิบัติงานของผู้ปกครอง จึงไม่สามารถพาเด็กของตนไปร่วมงานได้ ตลอดจนการจราจรก็ติดขัด จึงเห็นว่าควรจะเปลี่ยนไปเป็นวันเสาร์ที่สองของเดือนมกราคมเสียทุกสิ่งทุกอย่างได้สะดวกสบายขึ้น และมีความเหมาะสมมากกว่า

    จากข้อเสนอดังกล่าว คณะรัฐมนตรีในขณะนั้นมีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการจัดงานวัดเด็กแห่งชาติเสนอ ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2507 จึงประกาศเปลี่ยนงานฉลองวันเด็กแห่งชาติจากวันจันทร์แรกของเดือนตุลาคม มาเป็นวันเสาร์ที่สองของเดือนมกราคมตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นมา ด้วยเหตุนี้จึงส่งผลให้ปี พ.ศ.2507 ไม่มีงานวันเด็กแห่งชาติด้วยการประกาศเปลี่ยนได้เลยวันมาแล้ว

    งานวันเด็กแห่งชาติได้เริ่มจัดขึ้นมาใหม่อีกครั้งในปี พ.ศ.2508 และจัดเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน นับเป็นเวลาได้ 38 ปีแล้ว (งดจัดในปี พ.ศ.2507 หนึ่งปี)
     

    วัตถุประสงค์ของการจัดงาน วันเด็ก

     
    1. เพื่อให้ประชาชนได้ตระหนักถึงความสำคัญของเด็ก สนใจในการเลี้ยงดูอบรมสั่งสอนเด็ก และช่วยเหลือสงเคราะห์เด็กเป็นพิเศษ
    2. เพื่อให้เด็กและและเยาวชนยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
    3. เพื่อให้เด็กรู้จักหน้าที่ของตน และอยู่ในระเบียบวินัยอันดี
    4. เพื่อเผยแพร่ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิของเด็ก
     

    ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิเด็กและเยาวชน ขององค์การสหประชาชาติ

     
    ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิเด็กและเยาวชน ขององค์การสหประชาชาติ
     

    1. เด็กและเยาวชน พึงได้รับสิทธิเท่าเทียมกันโดยปราศจากการแบ่งแยกหรือกีดกัน ไม่ว่าโดยวิธีใด ๆในเรื่อง เชื้อชาติ ผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมือง เผ่าพันธุ์แห่งชาติ หรือ สังคมทรัพย์สิน กำเนิดหรือสถานะอื่น ๆ ไม่ว่าจะของเด็กหรือของครอบครัวก็ตาม

     

    2. เด็กและเยาวชน พึงได้รับการพิทักษ์คุ้มครองเป็นพิเศษ อันจะช่วยให้เด็กสามารถพัฒนาทั้งทางกาย ทางสมอง และจิตใจเพื่อให้ร่วมอยู่ในสังคมได้อย่างปกติชน

     

    3. เด็กและเยาวชน มีสิทธิที่จะได้มีชื่อและมีสัญชาติแต่กำเนิด

     

    4. เด็กและเยาวชน พึงได้รับความมั่นคงทางสังคมและเติบโตอย่างสมบูรณ์ ดังนั้นทั้งแม่และเด็ก ควรได้รับการดูแลและคุ้มครองเป็นพิเศษ ทั้งเมื่ออยู่ในครรภ์และภายหลังเมื่อคลอดแล้ว โดยได้รับสิทธิในเรื่องที่อยู่อาศัย ได้รับอาหาร ได้รับการดูแลทางแพทย์ และโดยเฉพาะเด็ก ๆ ให้ได้รับการเล่นรื่นเริงเพลิดเพลินด้วย

     

    5. เด็กและเยาวชน ที่พิการทั้งทางร่างกาย สมอง และจิตใจ มีสิทธิที่จะได้รับการรักษาพิเศษ หมายถึง การดูแลรักษาและการศึกษาที่เหมาะสมกับสภาวะของเด็กโดยเฉพาะ

     

    6. เด็กและเยาวชน พึงได้รับความรักและความเข้าใจ อันจะช่วยพัฒนาบุคลิกของตน โดยเติบโตอยู่ในความรับผิดชอบของบิดามารดาของเด็กเอง และในทุกกรณี เด็กจะต้องอยู่ในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความรัก ความอบอุ่น ปลอดภัย และไม่พลัดพรากจากพ่อแม่ ในกรณีที่เด็กไม่มีครอบครัวหรือมาจากครอบครัวที่ยากจนและมีลูกมากก็จะได้รับความช่วยเหลือเป็นพิเศษ จากรัฐหรือองค์การต่าง ๆ

     

    7. เด็กและเยาวชน มีสิทธิที่จะได้รับการศึกษา ซึ่งครูควรจะจัดให้เปล่าอย่างน้อยในชั้นประถมศึกษา เพื่อเป็นการส่งเสริมวัฒนธรรมโดยทั่ว ๆ ไป และให้เด็กเติบโตเป็นสมาชิกผู้ยังประโยชน์ต่อสังคมคนหนึ่ง การศึกษานี้คลุมไปถึงการแนะแนวทางชีวิต ซึ่งมีบิดามารดาเป็นผู้รับผิดชอบก่อนบุคคลอื่น ๆ เด็กจะต้องมีโอกาสได้รับความสนุกสนานเพลิดเพลิน จากการเล่นและรื่นเริงพร้อมกันไปด้วย

     

    8. เด็กและเยาวชน จะเป็นบุคคลแรกที่ได้รับการคุ้มครองและสงเคราะห์ในทุกกรณี

     

    9. เด็กและเยาวชน พึงได้รับการปกป้องให้พ้นจากการถูกทอดทิ้ง จากความโหดร้ายทารุณ และการถูกข่มเหง รังแกทุกชนิด เด็กจะต้องไม่กลายเป็นสินค้า ไม่ว่าในรูปใด จะต้องไม่มีการรับเด็กเข้าทำงานก่อนวัยอันสมควร ไม่มีการกระทำใด ๆ อันจะมีชักจูงหรืออนุญาตเด็กให้จำต้องรับจ้างทำงาน ซึ่งอาจจะเป็นผลร้ายต่อสุขภาพของเด็ก หรือเป็นเหตุให้การพัฒนาทางกายทางสมองและทางจิตใจของเด็กต้องเสื่อมลง

     

    10. เด็กและเยาวชน พึงได้รับการคุ้มครองให้พ้นจากการกระทำที่แสดงถึงการกีดกัน แบ่งแยก ไม่ว่าทางเชื้อชาติ ศาสนาหรือรูปใด ๆ เด็กจะต้องได้รับการเลี้ยงดูให้เติบโตขึ้นมา " ในภาวะแห่งจิตที่เต็มไปด้วยความเข้าอกเข้าใจ และมีการหย่อนหนักหย่อนเบามิตรภาพระหว่างชนชาติต่าง ๆ สันติภาพ และภาพสากล และด้วยการสำนึกเต็มที่ว่าพละกำลังและความสารถพิเศษในตัวเขา ควรจะอุทิศเพื่อรับใช้เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน"

     

    เพลงวันเด็ก

     
    เพลงวันเด็ก
     
    เพลงหน้าที่ของเด็ก (เพลงเด็กเอ๋ยเด็กดี)
     

    เพลง หน้าที่ของเด็ก หรือเรียกกันติดปากว่าเพลง เด็กเอ๋ยเด็กดี เป็นเพลงที่มีเนื้อหาเตือนใจเด็กและเยาวชน เพื่อให้ระลึกถึงสิ่งที่ตนควรทำ ประพันธ์เนื้อร้องโดย ชอุ่ม ปัญจพรรค์ และทำนองโดย เอื้อ สุนทรสนาน เพลงนี้มักเปิดในช่วงวันเด็กแห่งชาติ

     

     
    เนื้อเพลง
     

    เด็กเอ๋ยเด็กดี
    ต้องมีหน้าที่สิบอย่างด้วยกัน
    เด็กเอ๋ยเด็กดี
    ต้องมีหน้าที่สิบอย่างด้วยกัน

     

    หนึ่ง นับถือศาสนา
    สอง รักษาธรรมเนียมมั่น
    สาม เชื่อพ่อแม่ครูอาจารย์
    สี่ วาจานั้นต้องสุภาพอ่อนหวาน

     

    ห้า ยึดมั่นกตัญญู
    หก เป็นผู้รู้รักการงาน
    เจ็ด ต้องศึกษาให้เชี่ยวชาญ
    ต้องมานะบากบั่น ไม่เกียจไม่คร้าน

     

    แปด รู้จักออมประหยัด
    เก้า ต้องซื่อสัตย์ตลอดกาล
    น้ำใจนักกีฬากล้าหาญ
    ให้เหมาะกับกาลสมัยชาติพัฒนา

     

    สิบ ทำตนให้เป็นประโยชน์
    รู้บาปบุญคุณโทษ สมบัติชาติต้องรักษา
    เด็กสมัยชาติพัฒนา
    จะเป็นเด็กที่พาชาติไทยเจริญ

     

    คำขวัญวันเด็ก

     

    คำขวัญวันเด็กปี2551

    "สามัคคีมีวินัย ใฝ่เรียนรู้ เชิดชูคุณธรรม"

     

    คำขวัญวันเด็ก เป็น คำขวัญที่นายกรัฐมนตรีมอบให้เด็กไทย เนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติของทุกปี โดยคำขวัญวันเด็กมีขึ้นครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. 2499 ในสมัยที่จอมพล ป.พิบูลสงครามดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และตั้งแต่ พ.ศ. 2502 จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้ให้คุณค่าความสำคัญของเด็ก จึงมอบคำขวัญให้เป็นข้อคติเตือนใจสำหรับเด็กปีละ 1 คำขวัญ (ก่อนถึงวันเด็กแห่งชาติ) นายกรัฐมนตรีสมัยต่อมา จึงได้ถือเป็นธรรมเนียมสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

     
    คำขวัญวันเด็ก ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
    • จงบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นและส่วนรวม (พ.ศ. 2499 - จอมพล ป.พิบูลสงคราม)
    • ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่รักความก้าวหน้า (พ.ศ. 2502 - จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์)
    • ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่รักความสะอาด (พ.ศ. 2503 - จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์)
    • ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่อยู่ในระเบียบวินัย (พ.ศ. 2504 - จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์)
    • ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่ประหยัด (พ.ศ. 2505 - จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์)
    • ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่มีความขยันหมั่นเพียรมากที่สุด (พ.ศ. 2506 - จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์)
    • ไม่มีคำขวัญ เนื่องจากงดการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ (พ.ศ. 2507)
    • เด็กจะเจริญต้องรักเรียนเพียรทำดี (พ.ศ. 2508 - จอมพล ถนอม กิตติขจร)
    • เด็กที่ดีต้องมีสัมมาคารวะ มานะ บากบั่น และสมานสามัคคี (พ.ศ. 2509 - จอมพล ถนอม กิตติขจร)
    • อนาคตของชาติจะสุกใส หากเด็กไทยแข็งแรงดีมีความประพฤติเรียบร้อย (พ.ศ. 2510 - จอมพล ถนอม กิตติขจร)
    • ความเจริญและความมั่นคงของชาติไทยในอนาคต ขึ้นอยู่กับเด็กที่มีวินัย เฉลียวฉลาดและรักชาติยิ่ง (พ.ศ. 2511 - จอมพล ถนอม กิตติขจร)
    • รู้เรียน รู้เล่น รู้สามัคคี เป็นความดีที่เด็กพึงจำ (พ.ศ. 2512 - จอมพล ถนอม กิตติขจร)
    • เด็กประพฤติดีและศึกษาดี ทำให้มีอนาคตแจ่มใส (พ.ศ. 2513 - จอมพล ถนอม กิตติขจร)
    • ยามเด็กจงหมั่นเรียน เพียรกระทำดี เติบใหญ่จะได้มีความสุขความเจริญ (พ.ศ. 2514 - จอมพล ถนอม กิตติขจร)
    • เยาวชนฝึกตนดี มีความสามารถ (พ.ศ. 2515 - จอมพล ถนอม กิตติขจร)
    • เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ เด็กฉลาดชาติเจริญ (พ.ศ. 2516 - จอมพล ถนอม กิตติขจร)
    • สามัคคีคือพลัง (พ.ศ. 2517 - นายสัญญา ธรรมศักดิ์)
    • เด็กดีคือทายาทของชาติไทย ต้องร่วมใจร่วมพลังสร้างความสามัคคี (พ.ศ. 2518 - นายสัญญา ธรรมศักดิ์)
    • เด็กที่ต้องการเห็นอนาคตของชาติรุ่งเรือง จะต้องทำตัวให้ดี มีวินัย เสียแต่บัดนี้ (พ.ศ. 2519 - หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช)
    • รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นคุณสมบัติของเยาวชนไทย (พ.ศ. 2520 - นายธานินทร์ กรัยวิเชียร)
    • เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ เด็กฉลาดชาติมั่นคง (พ.ศ. 2521 - พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์)
    • เด็กไทยคือหัวใจของชาติ (พ.ศ. 2522 - พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์)
    • อดทน ขยัน ประหยัด เป็นคุณสมบัติของเด็กไทย (พ.ศ. 2523 - พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์)
    • เด็กไทยมีวินัย ใจสัตย์ซื่อ รู้ประหยัด เคร่งครัดคุณธรรม (พ.ศ. 2524 - พลเอก เปรม ติณสูลานนท์)
    • ขยันศึกษา ใฝ่หาความรู้ เชิดชูชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นคุณสมบัติของเด็กไทย (พ.ศ. 2525 - พลเอก เปรม ติณสูลานนท์)
    • รู้หน้าที่ ขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด มีวินัยและคุณธรรม (พ.ศ. 2526 - พลเอก เปรม ติณสูลานนท์)
    • รักวัฒนธรรมไทย ใฝ่ดีมีความคิด สุจริตใจมั่น หมั่นศึกษา (พ.ศ. 2527 - พลเอก เปรม ติณสูลานนท์)
    • สามัคคี นิยมไทย มีวินัย ใฝ่คุณธรรม (พ.ศ. 2528 - พลเอก เปรม ติณสูลานนท์)
    • นิยมไทย มีวินัย ใช้ประหยัด ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม (พ.ศ. 2529 - พลเอก เปรม ติณสูลานนท์)
    • นิยมไทย มีวินัย ใช้ประหยัด ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม (พ.ศ. 2530 - พลเอก เปรม ติณสูลานนท์)
    • นิยมไทย มีวินัย ใช้ประหยัด ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม (พ.ศ. 2531 - พลเอก เปรม ติณสูลานนท์)
    • รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม (พ.ศ. 2532 - พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ)
    • รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม (พ.ศ. 2533 - พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ)
    • รู้หน้าที่ มีวินัย ใฝ่คุณธรรม นำชาติพัฒนา (พ.ศ. 2534 - พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ)
    • สามัคคี มีวินัย ใฝ่ศึกษา จรรยางาม (พ.ศ. 2535 - นายอานันท์ ปันยารชุน)
    • ยึดมั่นประชาธิปไตย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม (พ.ศ. 2536 - นายชวน หลีกภัย)
    • ยึดมั่นประชาธิปไตย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม (พ.ศ. 2537 - นายชวน หลีกภัย)
    • สืบสานวัฒนธรรมไทย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม (พ.ศ. 2538 - นายชวน หลีกภัย)
    • มุ่งหาความรู้ เชิดชูความเป็นไทย หลีกไกลยาเสพติด (พ.ศ. 2539 - นายบรรหาร ศิลปอาชา)
    • รู้คุณค่าวัฒนธรรมไทย ตั้งใจใฝ่ศึกษา ไม่พึ่งพายาเสพติด (พ.ศ. 2540 - พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ)
    • ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย (พ.ศ. 2541 - นายชวน หลีกภัย)
    • ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย (พ.ศ. 2542 - นายชวน หลีกภัย)
    • มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ คู่คุณธรรม นำประชาธิปไตย (พ.ศ. 2543 - นายชวน หลีกภัย)
    • มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ คู่คุณธรรม นำประชาธิปไตย (พ.ศ. 2544 - นายชวน หลีกภัย)
    • เรียนให้สนุก เล่นให้มีความรู้ สู่อนาคตที่สดใส (พ.ศ. 2545 - พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร)
    • เรียนรู้ตลอดชีวิต คิดอย่างสร้างสรรค์ ก้าวทันเทคโนโลยี (พ.ศ. 2546 - พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร)
    • รักชาติ รักพ่อแม่ รักเรียน รักสิ่งดีๆ อนาคตดีแน่นอน (พ.ศ. 2547 - พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร)
    • เด็กรุ่นใหม่ ต้องขยันอ่าน ขยันเรียน กล้าคิด กล้าพูด (พ.ศ. 2548 - พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร)
    • อยากฉลาด ต้องขยันอ่าน ขยันคิด (พ.ศ. 2549 - พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร)
    • มีคุณธรรมนำใจ ใช้ชีวิตพอเพียง หลีกเลี่ยงอบายมุข (พ.ศ. 2550 - พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์)
    • สามัคคีมีวินัย ใฝ่เรียนรู้ เชิดชูคุณธรรม (พ.ศ. 2551 - พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์)
     

    การละเล่นพื้นบ้าน ของเด็กไทย (การละเล่นของเด็กไทย)

     
    การละเล่นพื้นบ้าน ของเด็กไทย (การละเล่นของเด็กไทย)
     

    การละเล่นเด็กไทย เป็นการละเล่นของเด็กตั้งแต่สมัยโบราณ เกิดจากการช่างคิดช่างจินตนาการและความสร้างสรรค์ การสังเกตสิ่งรอบตัว และการใฝ่เรียนรู้ใฝ่เรียน นำมาผสมผสานเข้ากับความสนุกในแบบฉบับของคนสยามได้อย่างลงตัว จนทำให้เกิดเป็นการละเล่นชนิดต่าง ๆ ขึ้นมา สมัยนี้มักไม่ค่อยได้พบเห็นการละเล่นประเภทเหล่านี้กันบ่อยนัก เพราะยุคสมัยเปลี่ยนไป ดังนั้น เราจึงควรนำการละเล่นทั้งหมดเท่าที่พอทราบได้ รวบรวมและสรุป นำมาบันทึกเป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าอ้างอิง เพื่อให้สิ่งเหล่านี้นั้นไม่ล่วงเลยสูญหายไปตามกาลเวลา

     
    การละเล่นของเด็กไทย Thai children’s games
     

    ๑. การเล่นว่าว Kite flying
    ๒. ตีลูกล้อ Wheel rolling
    ๓. รีรีข้าวสาร Catching the last one in the line
    ๔. งูกินหาง Snatching a baby from the mother snake
    ๕. แมงมุมขยุ้มหลังคา Spider clutching the roof
    ๖. หมากเก็บ Pebbles tossing and picking
    ๗. ซ่อนหา Hide and seek
    ๘. จ้ำจี้ Touching a finger on the hands
    ๙. ชักเย่อ Tug of war
    ๑๐. วิ่งเปี้ยว Chase racing
    ๑๑. มอญซ่อนผ้า Hiding a cloth behind one’ s back
    ๑๒. อ้ายเข้อ้ายโขง Teasing the crocodile
    ๑๓. ลิงชิงหลัก Monkeys scrambling for posts
    ๑๔. โพงพาง Trapping the fish
    ๑๕. ตี่จับ Humming and Tagging (Kabaddi)
    ๑๖. ปิดตาตีหม้อ Blindfold pot-hitting
    ๑๗. เดินกะลา Walking with coconut shells
    ๑๘. กระโดดเชือก Rope skipping
    ๑๙. ขี่ม้าส่งเมือง Piggyback racing
    ๒๐. ลูกข่าง Top spinning
    ๒๑. ขี่ม้าก้านกล้วย Banana rib hobbyhorse riding

     

    เอื้อเฟื้อข้อมูลโดย : http://www.rid.go.th, http://th.wikipedia.org

     

    Hot Promotion

    step-one-college

    เรียน General English กับโปรโมชั่นพิเศษ เพียง 290 AUD$ ต่อสัปดาห์ ฟรีค่าสมัคร เรียน 20 สัปดาห์เพียง 5,800 AUD$ (ประมาณ 168,200 บาท) เท่านั้น


    North Sydney English College

    เรียนภาษาอังกฤษ เพียง 140 AUD$ ต่อสัปดาห์ เมื่อลงเรียน 20 สัปดาห์ เพียง 2,800 AUD$ (ประมาณ 81,200 บาท) เท่านั้น ...


    Lloyds International School

    เรียน General English ที่คุ้มค่าที่สุด เพียง 180 AUD$ ต่อสัปดาห์ ฟรีค่าสมัคร เมื่อลงเรียน 20 สัปดาห์ เพียง 3,600 AUD$ (ประมาณ 104,400 บาท) เท่านั้น ...


    Specialty Language Centre

    เรียน General English กับโปรโมชั่นพิเศษ เพียง 170 AUD$ ต่อสัปดาห์ ฟรีค่าสมัคร เรียน 20 สัปดาห์เพียง 3,400 AUD$ (ประมาณ 98,600 บาท) เท่านั้น


    Metro English Collage

    เรียน General English แบบประหยัด เพียง 220 AUD$ ต่อสัปดาห์ ฟรีค่าสมัคร เรียน 20 สัปดาห์เพียง 4,400 AUD$ (ประมาณ 127,600 บาท) เท่านั้น ...


    The Meridian International School

    เรียนภาษาอย่างคุ้มค่า มีประสิทธิภาพกับ Meridian ด้วยราคาเพียง 275 AUD$ ต่อสัปดาห์เท่านั้น


    Windsor Institute of Commerce and Languages

    เรียน General English ที่มีคุณภาพสูง ด้วยราคาที่สมเหตุสมผล นักเรียนมาจากหลากหลายประเทศ เพียง 215 AUD$ ต่อสัปดาห์ ฟรีค่าสมัคร เรียน 20 สัปดาห์ ราคา 4,300 AUD$ (ประมาณ 129,000 บาท) พร้อมหลักสูตรวิชาชีพ ราคา 2,200 AUD$ (ประมาณ 66,000 บาท) อีกมากมาย

    หลักสูตรแนะนำ

    TAFE NSW - Sydney Institute English Language Centre

    หลักสูตร General English แบบเข้มข้น และได้ผลอย่างแน่นอน กับสถาบันระดับเกรด A TAFE Sydney (TAFE SITEC) >> อ่านต่อ


    Insearch UTS

    ประสิทธิภาพสูงสุด รับรองผล 100% กับสถาบันเกรด A INSEARCH หลักสูตร General English และหลักสูตร Intensive DEEP สำหรับศึกษาต่อ University >> อ่านต่อ


    l หน้าแรก l ติดต่อเรา l ติดต่อโฆษณา l
    © 2004 - 2005 http://www.educatepark.com All Rights Reserved.